Black Ribbon

สมเด็จพระสังฆราช เสด็จฯ ประทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)

 

           วันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เวลา ๑๓.๐๐ น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  เสด็จฯ ประทานปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ณ ห้องประชุมสุชีพ  ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

            พุทธศักราช ๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตั้ง วิทยาลัย ขึ้นภายในในวัดบวรนิเวศวิหาร พระราชทานนามว่า มหามกุฏราชวิทยาลัย ให้เป็นที่เฉลิมพระบรมราชาภิไธย ถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติ แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ผู้ทรงเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา ทรงอุทิศพระราชทรัพย์บำรุงประจำปี และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดมหามกุฏราชวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๓๖ และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

            อาศัยพระราชประสงค์ดังกล่าว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในฐานะองค์สภานายกมหามกุฏราชวิทยาลัย  ทรงกำหนดและวางรูปแบบการดำเนินกิจการของมหามกุฏราชวิทยาลัย สนองพระเดชพระคุณในสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้เป็น มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ทรงกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อการดำเนินกิจการของมหามกุฏราชวิทยาลัยไว้ ๓ ประการ คือ

             (๑) เพื่อเป็นสถานศึกษาของพระภิกษุสามเณร

             (๒) เพื่อเป็นสถานศึกษาวิทยาการอันเป็นชาติภูมิและของต่างประเทศ       

             (๓) เพื่อเป็นที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา

 

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น  นภวงศ์)

             พุทธศักราช ๒๔๘๘ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น  นภวงศ์) นายกกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัยในขณะนั้น ทรงประกาศจัดตั้งสถาบันการศึกษาชั้นสูงทางพระพุทธศาสนาขึ้นในรูปมหาวิทยาลัย ประทานชื่อว่า สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เปิดทำการเรียนการสอนสำหรับพระภิกษุสามเณรในระดับปริญญาตรีตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นต้นมา

             พุทธศักราช ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ประกาศบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นมา และด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าวทำให้มีการปรับเปลี่ยนสถานภาพมหาวิทยาลัยเป็น มหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นนิติบุคคล (มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ) มีภารกจิหลัก คือ เป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา วิจัย ส่งเสริม และให้บริการทางวิชาการพระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ รวมทั้งการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยจึงได้รับคฤหัสถ์เข้าศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๒ เป็นต้นมา

 

 

พระเทพบัณฑิต (ธรณิศ  ชาคโร)

 

             พระเทพบัณฑิต (ธรณิศ  ชาคโร) อธิการบดี มมร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จัดการศึกษาใน ๕ คณะวิชา ประกอบด้วย คณะศาสนาและปรัชญา คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัย ทั้งในส่วนกลางและ ๗ วิทยาเขต กับอีก ๓ วิทยาลัย ในภูมิภาค โดยจัดการศึกษในระดับปริญญาตรี ๑๔ สาขาวิชา ระดับปริญญาโท ๕ สาขาวิชา และระดับปริญญาเอก ๓ สาขาวิชา

              อธิการบดี มมร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในความเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ มมร ต้องจัดการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF)และเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ส่วนข้อแตกต่างจากมหาวิทยาลัยทั่วไป คือ มมร เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา จัดการศึกษาโดยมีหลักพระพุทธศาสนาแกนกลางของหลักสูตร โดยหลักสูตรทุกสาขาวิชาและทุกระดับการศึกษา ผู้เรียนจะต้องเรียนกลุ่มวิชาเฉพาะทางพระพุทธศาสนาและต้องฝึกปฏิบัติกรรมฐานภาคปฏิบัติ จึงจะสำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติปริญญา

               สำหรับพิธีประทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๙ ปีนี้ มีผู้สำเร็จการศึกษาและเข้ารับประทานปริญญาบัตร ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ รวมทั้งสิ้น จำนวน ๒,๑๓๗ รูป/คน แยกเป็นระดับปริญญาตรี จำนวน ๑,๕๙๙ รูป/คน ระดับปริญญาโท จำนวน ๕๒๘ รูป/คน และระดับปริญญาเอก จำนวน ๑๐ รูป/คน โดยมีผู้สำเร็จการศึกษาที่เป็นบรรพชิต จำนวน ๔๒๙ รูป และผู้สำเร็จการศึกษาที่เป็นคฤหัสถ์ จำนวน ๑,๗๐๘ คน  

 

14/05/60

MBU

    

 

Share