๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ : ครบรอบ ๑๒๔ ปี วันสถาปนา มมร

          พุทธศักราช ๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตั้ง วิทยาลัย ขึ้นในวัดบวรนิเวศวิหารในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ พระราชทานนามว่า มหามกุฏราชวิทยาลัย ให้เป็นที่เฉลิมพระบรมราชาภิไธย ถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติแด่  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ผู้ทรงเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา ทรงอุทิศพระราชทรัพย์บำรุงประจำปี และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดมหามกุฏราชวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๓๖ และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 

 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 

          มหามกุฏราชวิยาลัยเปิดดำเนินกิจการตามพระราชประสงค์เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักของการดำเนินกิจการที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส องค์สภานายกมหามกุฏราชวิทยาลัยในขณะนั้น ได้กำหนดและวางรูปแบบการดำเนินกิจการของมหามกุฏราชวิทยาลัย สนองพระเดชพระคุณในสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้เป็น มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ไว้ดังนี้

                   ๑. เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย

                   ๒. เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาวิทยาซึ่งเป็นของชาติภูมิและต่างประเทศแห่งกุลบุตร

                  ๓. เพื่อเป็นสถานที่จัดการสั่งสอนพระพุทธศาสนา

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

         พุทธศักราช ๒๔๘๘ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น  นภวงศ์) นายกกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัยสมัยต่อมา ทรงประกาศจัดตั้ง สถาบันการศึกษาชั้นสูงทางพระพุทธศาสนา ขึ้นในรูปมหาวิทยาลัยประทานชื่อว่า สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เปิดทำการเรียนการสอนในรูปแบบมหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรี ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นต้นมา

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น  นภวงศ์)

         พุทธศักราช ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ประกาศบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นมา และด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าวทำให้มีการปรับเปลี่ยนสถานภาพมหาวิทยาลัยเป็น มหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นนิติบุคคล (มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ) มีภารกจิหลักตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๐ คือ เป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา วิจัย ส่งเสริมและให้บริการทางวิชาการพระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ รวมทั้งการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

         มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ในปีที่ ๑๒๔ ปัจจุบัน ยังคงความเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา จัดการศึกษาตามหลักพระไตรปิฎกในรูปแบบของการบูรณาการวิชาการพระพุทธศาสนากับวิทยาการร่วมสมัย มุ่งพัฒนาผู้เรียนที่มีความหลากหลายด้วยหลักพุทธวิทยา ให้สามารถนำหลักพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้สนการดำรงชีวิตและแก้ปัญหาต่าง ๆ ของสังคม ดำรงชีวิตภายใต้สังคมบริโภคนิยมและระเบียบโลกใหม่ได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาของชาติ และมาตรฐานการศึกษาสากล ที่พร้อมด้วย ภูมิรู้ภูมิธรรม และภูมิปัญญา สร้างความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนวพระพุทธศาสนา ส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย ให้การบริการวิชาการแก่สังคม ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้มีส่วนร่วมในการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน (อัมพร อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

         มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปัจจุบันมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน (อัมพร อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นองค์อนายกสภามหาวิทยาลัย และ พระเทพบัณฑิต (ธรณิศ  ชาคโร) เป็นอธิการบดี จัดการศึกษาและผลิตบัณฑิตตามพันธกิจของมหาวิทยาลัยในส่วนกลาง ณ ตำบลศาบาลา อำเภอพุทธทณฑล จังหวัดนครปฐม และในวิทยาเขตและวิทยาลัยในภูมิภาค ระดับปริญญาตรี ๒๑ สาขาวิชา ระดับปริญญาโท ๕ สาขาวิชา และระดับปริญญาเอก ๓ สาขาวิชา โดยกำหนดให้ใช้หลักพระพุทธศาสนาเป็นวิชาแกนของหลักสูตรทุกสาขาวิชา ตามมาตรฐานหลักสูตรของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ มาตรฐานหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาของคุรุสภา และมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษา

พระเทพบัณฑิต (ธรณิศ  ชาคโร)

 

Share