สมเด็จพระสังฆราช เสด็จมาเป็นประธานในพิธีประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี ๒๕๖๑

      มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จัดพิธีรับประทานปริญญาบัตร ประจำปี พุทธศักราช ๒๕๖๑ โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาเป็นประธานในพิธีประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปี ๒๕๖๑ ในวันอาทิตย์ที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ณ อาคารสุชีพ ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ศาลายา จังหวัดนครปฐม

 

 

       โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า

“ ในฐานะที่เราต่างก็สำเร็จการศึกษามาจากสถาบันนี้เหมือนกัน แต่อาตมาสำเร็จการศึกษามานานแล้ว วันนี้จึงขอปรารภข้อคิดบางประการกับท่านสักเล็กน้อย เหมือนเช่นทุกปี ในฐานะรุ่นพี่พูดกับรุ่นน้อง

     ทุกท่านที่สำเร็จการศึกษา ล้วนเป็นผู้ทรงศักดิ์ และสิทธิ์แห่งปริญญาบัตร สมตามภูมิรู้ที่ตนมีจากการศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ดี ปริญญาบัตรนี้จะไม่มีคุณค่าอย่างใดเลย หากท่านไม่นำความรู้ที่ได้อบรมสั่งสมมา ไปใช้เพื่อประโยชน์ของมหาชนทั้งปวง โอกาสนี้ จึงขอเน้นย้ำคุณธรรมสำคัญที่เรียกว่า ‘จาคะ’ คือความเสียสละ ให้บัณฑิตทุกท่านยึดถือเป็นอุดมการณ์ของการดำเนินชีวิต

     ความเสียสละเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานของผู้ที่อยู่ร่วมกันในสังคม ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเสียสละแบ่งปันให้แก่กัน ไม่คับแคบ ไม่เห็นแก่ตัว ย่อมเป็นคุณธรรมเครื่องผูกมิตรไมตรี ยึดเหนี่ยวจิตใจกันไว้ได้ ความเสียสละจึงจัดเป็นคุณธรรมสำคัญที่สนับสนุนให้เกิดความสามัคคีในสังคมทุกระดับ นอกจากจาคะจะหมายถึงการสละสิ่งของ และความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นแล้ว ยังหมายรวมถึงการสละละกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลายให้ได้อีกด้วย บุคคลผู้เพิ่มพูนความเสียสละอยู่เป็นนิตย์ ย่อมสามารถละความโลภ ความโกรธ และความหลง ให้เบาบางจางหายไปจากจิตใจ จนสามารถเข้าถึงความสุขอย่างยิ่งได้ในเบื้องปลาย

     หากบัณฑิตทั้งหลายสามารถปฏิบัติตนตามพระพุทธภาษิตที่ว่า ‘จาคมนุพฺรูเหยฺย’ ซึ่งแปลว่า ‘พึงเพิ่มพูนความเสียสละ’ ให้ได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว ความเสียสละ ย่อมนำไปสู่ความละคลายจากต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง การสละอันนำไปสู่การละนี้เอง คือการได้มาซึ่งความซาบซึ้งในรสแห่งอมตธรรม หาใช่การสูญเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้น ความ ‘เสียสละ’ ที่ถูกต้องแท้จริงนั้น จึงเสมอด้วยการ ‘ละ’ อัตตาตัวตนให้เบาบางลง จนหมดสิ้นไป อันนับเป็นกิจสูงสุดแห่งการศึกษาในพระพุทธศาสนา หากบัณฑิตมีอุดมการณ์แห่งชีวิตอันสอดคล้องกับพระพุทธานุศาสนีเช่นนี้ ความสุขความเจริญ ทั้งในทางโลกและในทางธรรม ย่อมเป็นที่หวังได้โดยแท้ ”

        สำหรับในปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิต ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ จากส่วนกลาง วิทยาเขต และวิทยาลัยจำนวนทั้งสิ้น ๒๐๐๘ รูป/คน โดยมีบรรพชิตจำนวน ๔๔๔ รูป และมีคฤหัสถ์ จำนวน ๑,๕๖๔ คน แบ่งเป็นระดับปริญญาตรี ๑,๗๐๐ รูป/คน ระดับปริญญาโท ๒๘๔ รูป/คน ระดับปริญญาเอก ๒๔ รูป/คน ตามหลักสูตรและสาขาวิชาต่างๆ ดังนี้

        ระดับปริญญาเอก มีผู้สำเร็จการศึกษา จำนวน ๒๔ รูป/คน ในหลักสูตรศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา , สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

        ระดับปริญญาโท มีผู้สำเร็จการศึกษา จำนวน ๒๘๔ รูป/คน ในหลักสูตรศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา , สาขาวิชาพุทธศาสนาและปรัชญา , หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ปกครอง ,สาขาวิชาการปกครอง , หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมวิทยาและหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการจัดการ

       ระดับปริญญาตรี มีผู้สำเร็จการศึกษา จำนวน๑,๗๐๐ รูป/คน ในคณะศาสนาและปรัชญา สาขาวิชาพุทธศาสตร์,สาขาวิชาปรัชญา,สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ,คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ,คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์, สาขาวิชารัฐศาสตร์การปกครอง สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการสอนภาษาไทย สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ สาขาวิชาการสอนพระพุทธศาสนา สาขาวิชาการประถมศึกษา และสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย

        มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา หรือมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของประเทศไทย มีพันธกิจหลัก คือ การจัดการวิจัยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและให้บริการวิชาการพระพุทธศาสนา แก่สังคมชุมชนและท้องถิ่น จัดการศึกษา โดยใช้หลักพระพุทธศาสนาเป็นแก่นแกนของหลักสูตร บูรณาการหลักพระพุทธศาสนากับวิทยาการร่วมสมัยในสาขาวิชาต่างๆทุกระดับการศึกษา โดยมุ่งเน้นการศึกษาและเผยแพร่หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ผลิตบัณฑิตทางด้านพระพุทธศาสนาให้มีคุณสมบัติ ตามปรัชญาของมหาวิทยาลัย ซึ่งก็คือ ความเป็นเลิศทางวิชาการ ตามแนวพุทธศาสนา เพื่อสร้างคนดีให้แผ่นดิน 

       ปัจจุบันมหาวิทยาลัย จัดการศึกษาใน ๕ คณะวิชา ได้แก่ ๑.คณะศาสนาและปรัชญา ๒.คณะมนุษยศาสตร์ ๓.คณะสังคมศาสตร์ ๔.คณะศึกษาศาสตร์ และ ๕.บัณฑิตวิทยาลัย นอกจากการจัดการศึกษาในส่วนกลางแล้ว ยังได้ขยายโอกาสการศึกษาพระพุทธศาสนาสำหรับพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ในภูมิภาค โดยมีวิทยาเขตและวิทยาลัยเป็นหน่วยงานจัดการศึกษาในภูมิภาคต่างๆ ประกอบด้วย ๗ วิทยาเขต ๓ วิทยาลัย ได้แก่ วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา , วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม, วิทยาเขตอีสาน จังหวัดขอนแก่น, วิทยาเขตล้านนา  จังหวัดเชียงใหม่ วิทยาเขตศรีธรรมโศกราช, จังหวัดนครศรีธรรมราช, วิทยาเขตร้อยเอ็ด  จังหวัดร้อยเอ็ด, วิทยาเขตศรีล้านช้าง  จังหวัดเลย, มหาปชาบดีเถรีวิทยาลัยในพระสังฆราชูปถัมภ์  จังหวัดนครราชสีมา, วิทยาลัยศาสนศาสตร์ยโสธร จังหวัดยโสธร และวิทยาลัยศาสนาศาสตร์เฉลิมพระเกียรติกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 

       ทั้งนี้มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยยังเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ตกลงในความร่วมมือเพื่อพัฒนาศูนย์พุทธศาสน์ศึกษามหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในอังกฤษ เพื่อเผยแผ่หลักพุทธธรรมให้กว้างขวางไปสู่นานาประเทศ นอกจากนั้นยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศอินโดนีเซียเพื่อพัฒนาการศึกษาพุทธศาสน์ศึกษาอีกด้วย  

       ในส่วนของศิษย์เก่าที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมีอยู่หลายท่านทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ อาทิ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร), สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุโร), สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (ประจวบ  กนฺตจาโร), พระธรรมกิตติเมธี (เกษม สญฺญโต), พระเทพปฏิภาณวาที(สุนทร  ญาณสุนฺทโร), พระราชญาณกวี(สุวิทย์ ปิยวิชฺโช), วศิน อินทสระ นักเขียน คอลัมนิสต์และนักปาฐกถาธรรมที่มีชื่อเสียงในวงการพระพุทธศาสนา, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แสง จันทร์งาม นักวิชาการทางพระพุทธศาสนา นักเขียนเจ้าของนามปากกา ธรรมโฆษ, ไพวรินทร์  ขาวงาม นักเขียน และคอลัมนิสต์ชาวไทย เจ้าของรางวัลซีไรต์ พ.ศ. ๒๕๓๘ 

 

 

 

 

 

 

 
Share