การซ้อมใหญ่พิธีประทานปริญญาบัตร ๒๕๖๓

    พระราชปฏิภาณโกศล, ผศ.ดร. อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นประธานในการซ้อมใหญ่ พิธีประทานปริญญาบัตร ประจำปี ๒๕๖๒ ในวันเสาร์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุมอาคารสุชีพ ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

    อธิการบดีได้กล่าวให้โอวาทแก่บัณฑิตความว่า รอบปีที่ผ่านมา มีบทเรียนหลายอย่างเข้ามาทดสอบจิตใจและความสามารถ ของเราทั้งหลาย เช่น การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม พวกเราชาว มมร ทุกคนก็สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยธรรม มีระเบียบ สามัคคี บำเพ็ญประโยชน์ และด้วยพระบารมีธรรมของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ประทานพระกรุณาสืบเนื่องมาโดยลำดับ ได้ประทานทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรและทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์ โปรดประทานพระเมตตาสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ประสานภารกิจ จัดมอบเครื่อง อุปโภคบริโภคและอุปกรณ์ป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา เป็นอาทิและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่จะเสด็จมาทรงประทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตทุกท่านในวันพรุ่งนี้

    ท่านทั้งหลายชื่อว่าเป็นบัณฑิตแห่งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ที่มีอัตลักษณ์ความเป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา ผู้ที่สำเร็จการศึกษาใน ระดับอุดมศึกษาย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความขยั่นหมั่นเพียร จึงสามารถบรรลุถึง ความสำเร็จ สมควรที่จะได้ทรงศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญา อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จ ในระดับนี้ย่อมเป็นเพียงขั้นต้นของการศึกษาแสวงหาความรู้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

   ในทางคดีโลกต่างให้ความสำคัญกับเรื่อง “เป็น” จึงกำหนดว่า ท่านทั้งหลายเป็นบัณฑิตบ้าง เป็นมหาบัณฑิตบ้าง หรือเป็นดุษฎีบัณฑิตบ้าง ซึ่งเป็นที่ น่าอนุโมทนาในชั้นหนึ่ง แต่ในคดีธรรมต่างให้ความสำคัญกับเรื่อง “ทำ” มากกว่าเรื่อง “เป็น” จึงมีนักปราชญ์กล่าวว่า “อย่าถามว่าจะเป็นอะไร แต่จงถามว่าจะทำอะไร” โดยนัยนี้ มหาชนต่างคาดหวังว่าท่านทั้งหลายซึ่งชื่อว่าเป็นบัณฑิตแล้วจะทำประโยชน์ อะไรให้แก่สังคมบ้างอันจะเป็นที่น่าอนุโมทนาอีกชั้นหนึ่ง ในพระพุทธศาสนามีสุภาษิตบทหนึ่ง ความว่า “บัณฑิตย่อมเว้นสิ่งที่ ไม่เป็นประโยชน์ ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์” พุทธศาสนสุภาษิตนี้แสดงให้เห็นถึง สิ่งที่บัณฑิตไม่พึงกระทำ คือ สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ทั้งทางกาย วาจา และใจ เช่น เบียดเบียนผู้อื่นทั้งร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สิน เป็นต้น และแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ พึงกระทำ คือ สิ่งที่เป็นประโยชน์อันมีอยู่เป็นอเนกประการ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “บัณฑิตต้องสมบูรณ์ด้วยศีล” คือ รักษากายและวาจาของตนให้เป็นปกติสุข เป็นต้น ฉะนั้น จะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า บัณฑิตเมื่อศึกษาเล่าเรียนแล้วพึงขัดเกลากาย วาจา และใจ ของตนเองให้สะอาดประภัสสรอยู่เป็นนิตย์ สมตามปรัชญามหาวิทยาลัย ที่ว่า “ความเป็นเลิศทางวิชาตามแนวพระพุทธศาสนา”

  ถ้าท่านทั้งหลายตระหนักระลึกอยู่เช่นนี้ความเป็นบัณฑิตของท่าน ย่อมรุ่งเรืองเหมือนแสงไฟอันสว่างไสว ประสบความสุขตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา อย่างแน่แท้

 

อธิการบดีมอบเกียรติบัตร"บัณฑิตทรงคุณค่า"ประจำปี๒๕๖๓

 

 

Share